ปรับปรุงล่าสุด:
ถ้าคุณติดตามตลาดคริปโตมาสักพัก คุณน่าจะเคยได้ยินชื่อ Terra Classic หรือ LUNC ผ่านหูมาบ้าง ในมุมมองของฉันที่โตมากับครอบครัวที่เจ็บหนักจากวิกฤตการเงินปี 2008 ฉันมักจะมองหาโปรเจกต์ที่พยายามสร้างระบบการชำระเงินที่เสถียรและเข้าถึงได้จริง ซึ่ง Terra Classic ก็ถูกออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้ โดยเป็นโปรโตคอลบล็อกเชนที่เน้นการสร้างระบบชำระเงินระดับโลกที่ราคาคงที่ผ่าน stablecoin ที่ผูกกับเงินสกุลหลัก
เป้าหมายของมันคือการเอาความนิ่งของเงินดอลลาร์มาผสมกับความโปร่งใสและไม่ถูกเซ็นเซอร์แบบ Bitcoin เพื่อให้เราใช้บล็อกเชนในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าตื่นมาแล้วราคาจะสวิงจนซื้อกาแฟไม่ได้
เครือข่ายนี้เริ่มรัน mainnet มาตั้งแต่เมษายน 2019 โดยมี stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐ, วอนเกาหลีใต้, ทูกริกมองโกเลีย และ SDR ของ IMF แต่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2022 เมื่อ UST ซึ่งเป็น algorithmic stablecoin ของระบบพังทลายลง ทำให้เชนเดิมถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Terra Classic และเหรียญหลักกลายเป็น LUNA Classic (LUNC) ส่วนเชนใหม่ที่ชื่อ Terra (LUNA) ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับช่วงต่อในอนาคต
หัวใจของระบบเดิมคือการรักษาอัตราแลกเปลี่ยน 1:1 ระหว่าง stablecoin กับเงินจริง โดยใช้ algorithm ปรับปริมาณเหรียญตามความต้องการ ซึ่งวิธีนี้จะจูงใจให้คนแลกเหรียญไปมาเพื่อรักษาระดับราคา แต่ก็นั่นแหละ ความเสี่ยงของมันคือสิ่งที่ฉันกลัวที่สุดในระบบการเงิน และมันก็เกิดขึ้นจริง
ตอนนี้ Terra Classic อยู่อันดับที่ 86 ของตลาด ราคาเทรดอยู่ที่ 0.00019368 ดอลลาร์ โดยมีมูลค่าตลาด (Market Cap) ประมาณ 1,120,762,743.55 ดอลลาร์ และมีปริมาณการซื้อขายใน 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 388,640,209.51 ดอลลาร์ ซึ่งบอกเราว่ายังมีสภาพคล่องสูงและมีการเก็งกำไรกันอย่างดุเดือด
ถ้าดูเรื่อง supply จะเห็นว่า LUNC มีจำนวนมหาศาลมาก โดยมี circulating supply อยู่ที่ 5,786,747,174,950.21 เหรียญ และ total supply อยู่ที่ 6,805,197,004,314.04 เหรียญ เนื่องจากไม่มีเพดานสูงสุด (max supply) เหรียญนี้จึงไม่มีการจำกัดจำนวน ทำให้มูลค่าตลาดแบบเจือจาง (Fully Diluted Market Cap) อยู่ที่ 1,318,013,563.46 ดอลลาร์
ราคาในช่วงนี้ผันผวนรุนแรงมาก LUNC พุ่งขึ้น 37.32% ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และบวกเพิ่ม 56.58% ในรอบ 7 วัน ส่วนในรอบ 30 วันนั้นพุ่งไปถึง 104.73% แม้ว่าในรอบ 90 วันจะขยับขึ้นเพียง 4.05% ก็ตาม ส่วน Market Cap Dominance ยังต่ำมากที่ 0.05%
Terra Classic ใช้ระบบ consensus แบบ proof-of-stake (PoS) โดยอิงจาก Tendermint ในระบบนี้ validator จะต้องวางเหรียญเป็นหลักประกันเพื่อตรวจสอบธุรกรรมและรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย โดยจะได้รางวัลตอบแทนตามจำนวนเหรียญที่ stake ไว้ และผู้ใช้ทั่วไปก็สามารถ delegate เหรียญของตัวเองให้ validator เพื่อแบ่งรายได้กันได้
จุดเด่น (และจุดตาย) ของเทคโนโลยีนี้คือความสัมพันธ์ระหว่าง LUNC และ UST ซึ่งเป็น algorithmic stablecoin คือมันไม่ได้ใช้เงินจริงฝากไว้ในธนาคารเพื่อค้ำประกันราคา แต่ใช้สูตรคณิตศาสตร์และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจแทน โดย LUNC จะทำหน้าที่เป็นตัวรับแรงกระแทก เมื่อความต้องการ UST เพิ่มขึ้น ระบบจะเผา LUNC ทิ้งเพื่อรักษาระดับราคา
แต่ความพึ่งพากันแบบนี้แหละที่สร้างความเสี่ยงมหาศาล ซึ่งเห็นได้ชัดในเดือนพฤษภาคม 2022 เมื่อ UST หลุด peg และร่วงลงไปเหลือเพียง 0.044 ดอลลาร์ algorithm จึงสั่งพิมพ์เหรียญ LUNA ออกมามหาศาลเพื่อพยายามพยุงระบบ จนเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (hyperinflation) และทำให้มูลค่าเหรียญเดิมหายไปกว่า 99% ในเวลาอันสั้น
นอกจากเรื่อง stablecoin แล้ว Terra Classic เคยร่วมมือกับแพลตฟอร์มชำระเงินอย่าง Chai ในเกาหลีใต้ ทำให้การซื้อของ e-commerce ทำผ่านบล็อกเชน Terra ได้ โดยเก็บค่าธรรมเนียมร้านค้าเพียง 2% ถึง 3% ซึ่งถือว่าถูกกว่าระบบเดิมมาก
ถ้าถามถึงความรู้สึกของคนในตลาด LUNC ตอนนี้ต้องบอกว่ามีชุมชนที่เหนียวแน่นและชอบเก็งกำไรสูงมาก หรือที่เรียกตัวเองว่า "LUNC Army" จากที่ฉันสังเกตเห็น กระแสหลักจะวนเวียนอยู่กับเรื่อง "การเผาเหรียญ" (burns) และ "การดึงราคากลับมา" (repegs) โดยเฉพาะการที่ Binance ช่วยเผา LUNC ทุกเดือน ซึ่งชุมชนเชื่อว่านี่คือทางรอดเดียวในการลดจำนวน supply ที่ล้นตลาด
หลายคนยังฝันถึง "USTC Repeg" โดยเชื่อว่าถ้า stablecoin กลับมามีค่า 1 ดอลลาร์ได้ ราคา LUNC จะพุ่งทะยานไปจุดสูงสุดใหม่ ความรู้สึกส่วนใหญ่จึงค่อนข้าง bullish มีการตั้งเป้าราคาปลายปี และวิเคราะห์กราฟว่ากำลังบีบตัวเพื่อรอการระเบิดของราคา
นอกจากนี้ยังมีแนวคิดเรื่อง "LUNC Landia" ที่กลุ่มผู้สนับสนุนอ้างว่าระบบนิเวศกำลังฟื้นคืนชีพ มีทั้ง DEX, ระบบกู้ยืม DeFi, ตลาดพยากรณ์ และเกม แต่ในขณะเดียวกันก็มีสายสเกปติก (รวมถึงฉันด้วย) ที่มองว่านี่เป็นเพียงซากปรักหักพังของระบบที่ล้มเหลวไปแล้ว
การสื่อสารอย่างเป็นทางการมีบทบาทน้อยกว่าการเคลื่อนไหวของชุมชน แรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่มาจากอินฟลูเอนเซอร์และกลุ่มอย่าง Luna Classic DAO ที่คอยอัปเดตข้อมูลให้ผู้ถือเหรียญ
สำหรับคนที่อยากลองเสี่ยงกับ LUNC คุณสามารถหาซื้อได้จากหลาย exchange ทั้งแบบรวมศูนย์และกระจายศูนย์
สำหรับคนไทย ฉันแนะนำ 3 แห่งนี้ตามสไตล์การเทรดของคุณ:
ถ้าคุณเน้นความคุ้มค่าและไม่ชอบจ่ายค่าธรรมเนียมแพง MEXC คือตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะเขาให้ค่าธรรมเนียม maker 0% สำหรับ spot trade และมีเหรียญให้เลือกเทรดเยอะมาก ซึ่งเหมาะกับคนที่ชอบล่า altcoin
หากคุณต้องการแพลตฟอร์มที่มั่นคง มีสภาพคล่องสูง และใช้งานง่าย Bybit เป็นตัวเลือกที่ไว้ใจได้ มีสินทรัพย์รองรับกว่า 1,000 ชนิด และระบบการเทรดค่อนข้างเสถียร
แต่ถ้าคุณไม่ต้องการยืนยันตัวตน (KYC) และอยากแลกเปลี่ยนเหรียญแบบรวดเร็ว StealthEX เป็นบริการ swap ที่ไม่ต้องเปิดบัญชี ซึ่งตอบโจทย์เรื่องความเป็นส่วนตัวได้ดีที่สุด
การซื้อ LUNC คือการเดิมพันแบบ high-risk, high-reward ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนสายซิ่งที่รับความเสี่ยงได้สูงมากเท่านั้น โอกาสทำกำไรมาจากความพยายามของชุมชนในการเผาเหรียญ และความเป็นไปได้ที่จะเกิดการฟื้นตัวทางเทคนิค ถ้าชุมชนลด supply ได้จริงหรือทำให้ stablecoin กลับมา peg ได้ ราคาอาจพุ่งขึ้นแรง
แต่ในทางกลับกัน ปัจจัยลบนั้นใหญ่หลวงนัก ประวัติศาสตร์ของโปรเจกต์นี้คือการล่มสลายที่กวาดเงินหายไปหลายพันล้านดอลลาร์ แถมจำนวนเหรียญที่มีมากกว่า 5.7 ล้านล้านเหรียญ เป็นกำแพงสูงชันที่ทำให้ราคาขึ้นยากถ้าไม่มีการเผาเหรียญอย่างบ้าคลั่ง นอกจากนี้ยังมีคู่แข่งในโลก DeFi รุ่นใหม่ที่เสถียรและปลอดภัยกว่ามาก
มูลค่าของเหรียญนี้ขึ้นอยู่กับ "ความเชื่อ" ของชุมชนและการสนับสนุนจาก exchange ใหญ่ๆ อย่าง Binance ถ้ากระแสการเผาเหรียญเงียบลง หรือโดนกฎหมายเล่นงาน เหรียญนี้ก็อาจจะมูลค่าลดลงไปอีก ดังนั้น LUNC ไม่เหมาะกับนักลงทุนสายอนุรักษ์นิยมหรือคนที่มองหาที่เก็บทรัพย์สินที่ปลอดภัย
นี่ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน โปรดศึกษาข้อมูลด้วยตัวเอง (DYOR) ก่อนลงทุนเสมอ
LUNC แตกต่างจากเหรียญอื่นอย่างไร?
ความพิเศษของ LUNC คือประวัติศาสตร์ของการเป็นเหรียญหลักในระบบ Terra และการเปลี่ยนผ่านมาเป็นโปรเจกต์ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน มูลค่าของมันตอนนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ขึ้นอยู่กับการลด supply และความพยายามกู้คืนระบบ stablecoin ที่เคยพังไป
LUNC ปลอดภัยและเชื่อถือได้ไหม?
ในปี 2019 CertiK เคยตรวจสอบและบอกว่าตรรกะทางคณิตศาสตร์ของเครือข่ายนั้นถูกต้อง แต่การล่มสลายของ UST ในปี 2022 พิสูจน์ให้เห็นว่าโมเดลเศรษฐกิจแบบ algorithmic นั้นไม่เสถียร แม้ตัวบล็อกเชนจะยังทำงานได้ แต่โมเดลการเงินนั้นอันตราย
LUNC สร้างบนบล็อกเชนอะไร?
LUNC เป็นเหรียญพื้นฐานของบล็อกเชน Terra Classic ซึ่งใช้ระบบ proof-of-stake บน Tendermint และยังมีเวอร์ชัน wrapped token บนเชนอื่นอย่าง Ethereum, BNB Smart Chain และ Solana ด้วย
ใครเป็นคนสร้าง Terra Classic?
Terra ก่อตั้งขึ้นในเดือนมกราคม 2018 โดย Daniel Shin และ Do Kwon แต่หลังจากเหตุการณ์ปี 2022 และการแยกเชน (fork) เวอร์ชัน "Classic" นี้ถูกดูแลโดยชุมชนและ Terra Classic DAO เป็นหลัก
ความเสี่ยงและแนวโน้มของ Terra Classic เป็นอย่างไร?
ความเสี่ยงทางเทคนิคที่ใหญ่ที่สุดคือจำนวนเหรียญที่ล้นตลาด แม้จะมีการเผาเหรียญทิ้ง แต่ปริมาณที่เหลืออยู่ก็ยังมหาศาลเกินกว่าจะทำให้ราคากลับไปจุดเดิมได้ง่ายๆ และมีความเสี่ยงสูงที่ USTC จะไม่มีวันกลับมา peg ได้ ซึ่งจะทำให้ตัวเร่งราคาที่ชุมชนหวังไว้หายไป
ในด้านการแข่งขัน DeFi พัฒนาไปไกลมากตั้งแต่ปี 2019 ผู้ใช้ส่วนใหญ่ย้ายไปใช้โปรโตคอลที่ปลอดภัยกว่า LUNC ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าระบบนิเวศ "LUNC Landia" มีการใช้งานจริง ไม่ใช่แค่การปั่นกระแส
ถ้าดูข้อมูลระยะสั้นที่ราคาพุ่งขึ้น 104% ใน 30 วัน อาจบอกได้ว่าความสนใจในการเก็งกำไรกลับมาแล้ว แต่ระยะยาวนั้นยังน่ากังวล โปรเจกต์นี้เหมือนการทดลองทางสังคมว่าชุมชนจะสามารถชุบชีวิตระบบการเงินที่ตายไปแล้วได้หรือไม่ ซึ่งผลลัพธ์อาจจะเป็นได้ทั้งการพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่งหรือการค่อยๆ เลือนหายไปจากตลาด
การที่ Tether เข้าซื้อหุ้นของ SoftBank ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโลกคริปโต การควบคุมบริษัท Bitcoin treasury…
ทำเนียบขาวกำลังเตรียมจัดตั้งทุนสำรอง Bitcoin ซึ่งเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในมุมมองที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีต่อคริปโต…
การที่ SEC อนุมัติหุ้นในรูปแบบโทเคน (tokenized stocks)…
ปริมาณการซื้อขาย Stablecoin พุ่งทะยานถึง 89% ในขณะที่ตลาดคริปโตโดยรวมยังซึม…
LUNC
อันดับ
#94
$0.00