Alex Mashinsky ถูกแบนจากวงการคริปโตตลอดชีวิต และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญจริงๆ

Alex Mashinsky ถูกแบนจากวงการคริปโตตลอดชีวิต และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญจริงๆ

Sigrid Voss
Sigrid Voss ·

Alex Mashinsky ถูกแบนจากวงการคริปโตตลอดชีวิต และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญจริงๆ

ตอนนี้โลกคริปโตกำลังหมกมุ่นอยู่กับเรื่อง Bitcoin dominance และตัวเลข ETF ล่าสุด แต่ฉันว่าเรากำลังมองข้ามสัญญาณเตือนครั้งใหญ่จากฝั่งกฎหมาย การที่ Alex Mashinsky ถูกแบนตลอดชีวิตไม่ใช่แค่เรื่อง "ความยุติธรรม" สำหรับคนที่สูญเสียทุกอย่างในเหตุการณ์ Celsius ล่มสลาย แต่นี่คือการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมาย สำหรับใครที่สงสัยว่า alex mashinsky จะเริ่มบริษัทคริปโตใหม่ได้ไหม คำตอบสั้นๆ คือกำแพงกฎหมายกำลังปิดล้อมเขาไว้หมดแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนคนเดียวที่โกหกเรื่องผลตอบแทน แต่มันคือวิธีที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะจัดการกับผู้ก่อตั้งสาย Centralized ที่ปฏิบัติกับเงินฝากของลูกค้าเหมือนเป็นกระปุกออมสินส่วนตัว

เกิดอะไรขึ้นกันแน่

สำหรับคนที่ไม่ได้ตามอ่านเอกสารศาล ทาง FTC และหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ ได้สั่งล็อกไม่ให้ Mashinsky เข้ามายุ่งเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้อีก นี่ไม่ใช่แค่การตบหลังหรือสั่งปรับเงินที่มหาเศรษฐีจะมองว่าเป็นแค่ "ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ" แต่เรากำลังพูดถึงการห้ามมีส่วนร่วมในการดำเนินงานหรือบริหารธุรกิจสินทรัพย์คริปโตอย่างถาวร

ฉันยังจำช่วงแรกๆ ของ Celsius ได้ ตอนที่พวกเขาโฆษณาผลตอบแทน 18% สำหรับเงินฝากที่บอกว่า "ปลอดภัย" ตอนนั้นมันฟังดูดีเกินจริง แต่ในความบ้าคลั่งของปี 2021 ไม่มีใครสนใจ Mashinsky ใช้เวลาหลายปีสร้างภาพลักษณ์ว่าตัวเองคือหน้าตาของ "ธนาคารคริปโตที่ปลอดภัย" ทั้งที่ความจริงระบบบริหารความเสี่ยงภายในคือเรื่องตลก ตอนนี้ผลลัพธ์ทางกฎหมายตามมาทันแล้ว และการแบนตลอดชีวิตคือมาตรการที่ดุดันที่สุดที่เราเคยเห็นนับตั้งแต่ช่วงที่ FTX ล่มสลาย

ทำไมการแบนครั้งนี้ถึงเป็นสัญญาณเตือนของอุตสาหกรรม

การแบนครั้งนี้บอกฉันว่ายุค "ทำเร็วๆ แล้วค่อยแก้ทีหลัง" ของคริปโตสายรวมศูนย์จบลงอย่างเป็นทางการ เมื่อก่อนพวกผู้ก่อตั้งมักจะหลบหลังความซับซ้อนของเทคโนโลยี หรืออ้างว่าไม่เข้าใจกฎระเบียบ แต่ข้ออ้างพวกนั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

รัฐบาลกำลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการเล่นงาน "บริษัท" มาเป็นการเล่นงาน "ตัวบุคคล" เพราะเวลาบริษัทล้มละลาย ตัวนิติบุคคลก็ตายไป แต่ผู้ก่อตั้งมักจะเดินออกไปพร้อมเงินชดเชยก้อนโต การแบน Mashinsky ตลอดชีวิตคือการบอกว่าตัวบุคคลต้องรับผิดชอบ สิ่งนี้จะทำให้ CEO คนปัจจุบันที่คิดจะปั่นราคาเหรียญตัวเองเพื่อปกปิดรูรั่วในงบดุลต้องคิดหนักขึ้น

ฉันเห็นรูปแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่ EU แบนแพลตฟอร์มรัสเซีย หรือการที่แคนาดากวาดล้างตู้คริปโต ATM เทรนด์มันชัดเจนมากว่าหน่วยงานกำกับดูแลไม่ได้พยายามจะ "ทำความเข้าใจ" คริปโตอีกต่อไป แต่พวกเขากำลังใช้กฎหมายบังคับใช้กับมันตรงๆ

alex mashinsky จะเริ่มบริษัทคริปโตใหม่ได้ไหม

ถ้าคุณถามว่า alex mashinsky จะเริ่มบริษัทคริปโตใหม่ได้ไหม คำตอบทางกฎหมายคือ "ไม่ได้" อย่างเด็ดขาด อย่างน้อยก็ในเขตอำนาจศาลที่เคารพคำสั่งของ FTC การแบนตลอดชีวิตไม่ใช่แค่คำแนะนำ ถ้าเขาพยายามเปิดโปรเจกต์ใหม่หรือรับตำแหน่งผู้นำในโปรโตคอล เขาจะมีความผิดฐานละเมิดคำสั่งศาล

แต่จุดที่น่าสังเกตคือ เราอยู่ในโลกของโปรโตคอลแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) เขาอาจจะเปิดโปรเจกต์ที่บอกว่า "ชุมชนนำ" โดยที่เขาเป็นแค่ "ที่ปรึกษา" หรือเป็น "วาฬ" ที่ถือเหรียญจำนวนมากก็ได้ แต่ทันทีที่เขาใช้อำนาจควบคุมหรือบริหารจัดการเงิน เขาจะกลับมาอยู่ในเป้าทันที ฉันคิดว่ายุคของ "ผู้ก่อตั้งเซเลบ" ที่ล้มโปรเจกต์หนึ่งแล้วย้ายไปเริ่มโปรเจกต์ใหม่ได้เรื่อยๆ กำลังจะจบลง เพราะหน่วยงานกำกับดูแลมีลายนิ้วมือของเขาเต็มไปหมดในซากปรักหักพังของ Celsius และพวกเขาจะไม่ยอมให้เขาสร้างบ้านกระดาษหลังใหม่ขึ้นมาอีก

มุมมองของฉันต่ออนาคตของคริปโตสายรวมศูนย์

ฉันติดตามตลาดนี้มาตั้งแต่ปี 2019 และสิ่งหนึ่งที่ฉันเรียนรู้คือ การรวมศูนย์ (Centralization) คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่นี้ ทุกครั้งที่มีคนบอกคุณว่าสามารถได้ผลตอบแทน "เหมือนธนาคาร" พร้อมกำไร "แบบคริปโต" ในบัญชีแบบรวมศูนย์ ให้รีบวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด

การแบน Mashinsky เตือนให้เรารู้ว่าวิธีเดียวที่จะเป็นธนาคารของตัวเองได้อย่างแท้จริง คือการถือ Key ของตัวเอง ฉันไม่ไว้ใจแพลตฟอร์มไหนที่ไม่อนุญาตให้ฉันถอนเงินออกได้ทันที นั่นคือเหตุผลที่ฉันย้ายเกือบทุกอย่างไปไว้ใน Hardware Wallet ฉันใช้ Ledger Nano Gen5 เพราะมันให้ความปลอดภัยระดับชิป CC EAL6+ โดยที่ใช้งานง่ายกว่ารุ่นเก่าๆ ที่ต้องกดปุ่มเยอะๆ ราคาประมาณ 99 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับการไม่ต้องมานั่งกังวลว่า CEO จะถูกแบนตลอดชีวิตในขณะที่เงินของเรายังถูกล็อกอยู่ในตู้เซฟของพวกเขา (ลองดูได้ที่ https://go.cryptobuyingtips.com/ledger)

ตอนนี้ตลาดอยู่ในช่วง Neutral โดยมี Fear and Greed Index อยู่ที่ 40 และ Bitcoin dominance สูงถึง 59.93% ในขณะที่เทรดเดอร์กำลังเถียงกันว่าเราอยู่ใน Bitcoin season หรือไม่ แต่เรื่องจริงที่สำคัญกว่าคือการที่อุตสาหกรรมนี้กำลังเข้าสู่ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ยุค "คาวบอย" กำลังถูกล้อมรั้ว บางคนอาจจะเกลียดสิ่งนี้ แต่สำหรับใครที่อยากให้เทคโนโลยีนี้อยู่รอดจริงๆ ฉันว่ามันคือวิวัฒนาการที่จำเป็น


Related Tickers


Sigrid Voss

Sigrid Voss

นักวิเคราะห์และนักเขียนด้านคริปโตเคอร์เรนซี ผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องแนวโน้มตลาด กลยุทธ์การซื้อขาย และเทคโนโลยีบล็อกเชน


อ่านเพิ่มเติม

เกาหลีเหนือขโมยคริปโตไปแล้ว 6 พันล้านดอลลาร์ และนี่คือเหตุผลที่กระเป๋า DeFi ของคุณยังเสี่ยงอยู่

การโจมตีคริปโตของเกาหลีเหนือที่กวาดเงินไปกว่า 76% ของมูลค่าที่ถูกแฮ็กทั้งหมด เผยให้เห็นจุดอ่อนร้ายแรงใน DeFi…

Sigrid Voss·
เหรียญใหม่บน Binance กำลังพุ่งสวนตลาด และนี่คือกลยุทธ์การเทรดที่ผมใช้

เหรียญใหม่บน Binance กำลังพุ่งสวนตลาด และนี่คือกลยุทธ์การเทรดที่ผมใช้

เหรียญที่เพิ่งลิสต์บน Binance กำลังทำผลงานได้ดีสวนทางกับเทรนด์ตลาด ซึ่งเป็นโอกาสทองสำหรับเทรดเดอร์ แม้ว่า Bitcoin…

Sigrid Voss·

ทำไมปริมาณการใช้ stablecoin ของ Visa ถึงพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับความกลัวในตลาด?

ปริมาณการทำธุรกรรม stablecoin ของ Visa ที่พุ่งสูงถึง 7 พันล้านดอลลาร์…

Sigrid Voss·
ปริมาณ Stablecoin พุ่งสวนทางราคาที่ร่วงลง เงินเหล่านี้กำลังไหลไปที่ไหน?

ปริมาณ Stablecoin พุ่งสวนทางราคาที่ร่วงลง เงินเหล่านี้กำลังไหลไปที่ไหน?

ปริมาณการซื้อขาย Stablecoin พุ่งสูงขึ้นแม้ราคาคริปโตจะร่วงลง…

Sigrid Voss·