หลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับคนที่สร้าง Web3 ไม่ใช่บั๊กในโค้ดหรือวิกฤตขาดสภาพคล่อง แต่คือการที่มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ มาเคาะประตูบ้าน ความไม่ชัดเจนในตอนนั้นมันน่าอึดอัดมาก ถ้าคุณเขียนซอฟต์แวร์ขึ้นมาแล้วมีคนอื่นเอาไปใช้ทำเรื่องผิดกฎหมาย คุณคือผู้สมรู้ร่วมคิดหรือเป็นแค่โปรแกรมเมอร์? คำตอบของเรื่องนี้เคยคลุมเครือจนน่ากลัว และหลายคนสงสัยว่าการเขียน smart contract จะผิดกฎหมายในสหรัฐฯ ไหม ถ้าสุดท้ายโปรโตคอลนั้นถูกใช้ฟอกเงิน แต่ตอนนี้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ได้ให้ความชัดเจนในเรื่องนี้แล้ว และผมมองว่านี่คือชัยชนะด้านกฎระเบียบที่สำคัญที่สุดในรอบหลายปี
DOJ เปลี่ยนจุดยืนเรื่องความรับผิดชอบของนักพัฒนา โดยส่งสัญญาณผ่านการตีความทางกฎหมายล่าสุดว่า การเขียนโค้ดแบบ open-source ไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมายในตัวมันเอง หมายความว่าการเผยแพร่ smart contract ลงบนบล็อกเชน แม้ว่าสัญญาฉบับนั้นจะทำให้เกิดธุรกรรมทางการเงินที่รัฐบาลไม่ชอบ ก็ไม่ได้ทำให้นักพัฒนาคนนั้นกลายเป็นอาชญากร
เรื่องนี้เป็นการตอบโต้โดยตรงต่อยุคการบังคับใช้กฎหมายแบบ "Tornado Cash" ที่เส้นแบ่งระหว่าง "การสร้างเครื่องมือ" กับ "การดำเนินธุรกิจ" มันเบลอไปหมด ตอนนี้ DOJ แยกแยะชัดเจนระหว่างคนที่เขียนโค้ด กับคนที่บริหารจัดการหน้าบ้าน (front-end) หรือคนที่ควบคุมเงิน ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนรันระบบ คุณก็ไม่ใช่เป้าหมาย
ผมตามตลาดนี้มาตั้งแต่ปี 2019 และบอกได้เลยว่า "ความกลัว" นั้นมีอยู่จริง ผมเคยคุยกับนักพัฒนาที่เลิกช่วยโปรเจกต์บางตัวเพราะกลัวว่าโค้ด Solidity เพียงไม่กี่บรรทัดจะถูกตีความว่าเป็น "การสมคบคิดเพื่อฟอกเงิน" เมื่อไหร่ที่รัฐบาลมองว่าคณิตศาสตร์คืออาชญากรรม นวัตกรรมก็หยุดชะงัก
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เปลี่ยนโครงสร้างความปลอดภัยของทั้งอุตสาหกรรม เพราะมันแยกโปรโตคอลออกจากอินเทอร์เฟซ ถ้า DOJ ยอมรับว่าโค้ดคือการแสดงออกอย่างหนึ่ง (speech) มันจะปกป้องสิทธิพื้นฐานในการสร้างสรรค์ เราจะได้ก้าวพ้นยุคที่ "ใช้การจับกุมนำการออกกฎหมาย" ไปสู่โลกที่นักพัฒนาสามารถทดลองสิ่งใหม่ๆ ได้โดยไม่ต้องจ้างทีมกฎหมายมาคอยคุมทุกครั้งที่กด commit โค้ด
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ใบเบิกทางให้ทำอะไรก็ได้ ถ้าคุณบริหารโปรโตคอล กินค่าธรรมเนียม และช่วยผู้ใช้หลบเลี่ยงการคว่ำบาตร คุณก็ยังอยู่ในเป้าหมายอยู่ดี แต่สำหรับสายสร้าง (pure builders) ตอนนี้พวกเขาน่าจะหายใจคล่องขึ้นเยอะ
แม้ว่าตัวโค้ดหลักจะปลอดภัยขึ้น แต่อินเทอร์เฟซต่างหากที่ยังอันตราย รัฐบาลรู้ดีว่าการจับกุมโค้ดที่กระจายตัวอยู่นั้นทำได้ยาก แต่การจับคนที่รันเว็บไซต์ที่ให้คนเข้ามาใช้งานโค้ดนั้นทำได้ง่ายมาก
นี่คือเหตุผลที่ผมมักจะเตือนเพื่อนๆ ให้ระวังเรื่องการ deploy ตรรกะ "โค้ดไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย" ใช้ได้กับ smart contract บนเชน แต่ถ้าคุณสร้างเว็บไซต์สวยหรูแล้วโฆษณาว่าเป็นวิธีซ่อนเงิน คุณได้เปลี่ยนสถานะจาก "นักพัฒนา" เป็น "ผู้ดำเนินงาน" ไปแล้ว และจุดนี้แหละที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางคดีคริปโตในระลอกถัดไป
ผมมองโลกในแง่ดีแบบระมัดระวัง ผมไม่ไว้ใจให้รัฐบาลรักษาคำพูดตลอดไป แต่ก็นับเป็นก้าวที่เข้าใกล้ความสมเหตุสมผลมากขึ้น ที่ผ่านมาสหรัฐฯ พยายามเอากฎหมายการเงินยุค 1930 มาใช้กับวิทยาการเข้ารหัสลับในศตวรรษที่ 21 การยอมรับว่าการเขียน smart contract ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย คือการยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อความเสี่ยงทางกฎหมายของนักพัฒนลดลง จุดโฟกัสจะย้ายไปที่เรื่องการครอบครองและการควบคุมแทน ถ้าคุณจะเข้าสู่โลก DeFi คุณต้องใส่ใจเรื่องที่เก็บ private key ของคุณให้มาก ผมเห็นคนจำนวนมากทิ้งสินทรัพย์ไว้ใน exchange แล้วพบว่าย้ายเงินไม่ได้ตอนที่โดนกวาดล้างทางกฎหมาย ส่วนตัวผมใช้ Ledger เพราะเป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุดในการได้หน้าจอทัชสกรีนที่ปลอดภัย โดยที่คีย์ส่วนตัวยังคงออฟไลน์อย่างสมบูรณ์ มันเป็นราคาที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับการไม่ต้องมานั่งกังวลว่าทีมกฎหมายของ exchange จะสั่งอายัดบัญชีตามบันทึกข้อความฉบับใหม่ของ DOJ หรือเปล่า
ผมกำลังรอดูว่า SEC จะมีปฏิกิริยาอย่างไร เพราะ DOJ กับ SEC ไม่ได้พูดภาษาเดียวกันเสมอไป ในขณะที่ DOJ อาจเห็นด้วยว่าโค้ดไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่ SEC อาจจะยังเถียงว่าโทเคนทีใช้ปกครองโค้ดนั้นเป็นหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียน
บททดสอบที่แท้จริงคือคดี DeFi exploit หรือคดี "mixer" รายใหญ่ครั้งต่อไป ถ้า DOJ ยังยึดหลักการนี้แม้จะมีความกดดันทางการเมืองสูง เราถึงจะรู้ว่านี่คือการเปลี่ยนนโยบายจริงๆ ไม่ใช่แค่ช่วงพักรบชั่วคราว จนกว่าจะถึงตอนนั้น ลุยสร้างต่อไปเถอะครับ แต่แยกอินเทอร์เฟซออกจากตรรกะหลักของระบบให้ชัดเจนก็พอ
Sigrid Voss
นักวิเคราะห์และนักเขียนด้านคริปโตเคอร์เรนซี ผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องแนวโน้มตลาด กลยุทธ์การซื้อขาย และเทคโนโลยีบล็อกเชน
Bitcoin ETF เจอแรงเทขายหนัก เงินไหลออกกว่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ในเดือนนี้ ซึ่งขัดกับภาพจำเรื่อง "กำแพงเงินทุน" (wall of…
IPO Express ของ Bybit ช่วยให้รายย่อยเข้าถึงหุ้น IPO แบบ tokenized อย่าง SpaceX ได้ง่ายขึ้น…

การพุ่งขึ้นของวอลลุ่มเทรดแบบใช้ Leverage ถึง 7.63 แสนล้านดอลลาร์ กำลังบดบังการฟื้นตัวของตลาดที่อาจจะอันตราย…

สรุปภาพรวมตลาดคริปโตวันนี้ ราคาดูเหมือนจะฟื้นตัวแต่สวนทางกับความรู้สึกนักลงทุนอย่างสิ้นเชิง เมื่อดัชนี Fear and Greed…